ดูผลงานคลิ๊กที่ลิงค์ค่ะ

สอบถามรายละเอียด โทร 083-5666259 caidirect@hotmail.com

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สื่อการเรียนการสอน cai

วันนี้แจ้งข่าวสารอัพเดตนะคะ เนื่องด้วยขณะนี้มีผู้สนใจทำ CAI มากขึ้นเรื่อย ๆ นะคะ แต่ก็มีบางท่านสอบถามเข้ามาเรื่อง moodle คืออะไร moodle เป็นเครื่องมือสำคัญค่ะ สำหรับ WBI ส่วน WBI คืออะไร ก็เคยมีโพสต์ไว้แล้วนะคะ แล้ว Moodle ใช้กับ CAI ได้หรือไม่ ตอบ ได้ค่ะ สื่อการเรียนการสอน cai นั้นจะแตกต่างกับ WBI ตรงที่ CAI นั้นไม่ได้มีการจัดการฐานข้อมูลที่แน่ชัด ซึ่งบางครั้งก็จะเห็น CAI ทำงานกับฐานข้อมูล MS Access หรือ Mysql แต่ก็เป็นส่วนน้อยมาก ๆ ค่ะ ส่เพราะถ้า CAI เน้นไปที่การเก็บข้อมูลมีฐานข้อมูลแล้วมันก็จะเลยคำนิยามของ CAI กลายเป็น WBI แทนค่ะ ทางทีมงานสามารถวางระบบ E-learning ด้วย LMS ที่ชื่อว่า Moodle ได้ค่ะ อธิบายคร่าว ๆ คือ มันคือระบบจัดการเรียนการสอน ที่มีการจัดการเต็มรูปแบบค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ผู้สอน นักเรียน เรียกว่า ทำมา 10 วิชาก็จับยัดลงไปเลยค่ะ มีระบบประมวลผล การทำข้อสอบ แบบฝึกหัด วัดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เรียงตัวกันเลยค่ะ สำหรับท่านที่ สนใจสร้างระบบ WBI ด้วย Moodle โทรมาปรึกษาได้นะคะ

วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

CAI ล้าสมัยไปแล้วหรือ?

สวัสดีค่ะทุกท่านที่แวะเข้ามายังบล็อกแห่งนี้ เรียนทุกท่านนะคะว่าเรามีเว็บไซต์สำหรับโชว์ผลงานสามารถคลิ๊กไปดูได้ที่นี่ค่ะ >> รับทำ E-Learning << เป็นผลงานที่ผ่าน ๆ มา รูปแบบส่วนใหญ่จะเป็นภาพนิ่งค่ะ เนื่องจากเราเคารพในสิทธิของผู้ว่าจ้างเสมอ เราถือว่าผู้ว่าจ้างเป็นเจ้าของผลงาน จึงไม่นำผลงานของท่านมาเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตแน่นอนค่ะ จึงนำเสนอเพียงภาพนิ่ง ให้ท่านอื่น ๆ สามารถมองเห็นภาพโดยรวมได้ เอาล่ะค่ะ ตอนนี้เรามาพูดถึง หัวข้อของเราบ้างดีกว่า ตอนนี้ไปไหนมาไหน ก็มักจะได้ยินแต่คำว่า E-book เคยเขียนถึงหลายครั้งแล้วล่ะคะ ว่า E-book คืออะไร ตอนนี้ขอเปรียบเทียบคำนิยามของ E-book กับ CAI ละกันนะคะ ว่ามันแตกต่างกันอย่างไร ข้อดีข้อด้อยของแต่ละอย่างคืออะไร

E-book ก็คือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ อาจจะสร้างมาอย่างสวยงามด้วยโปรแกรมต่าง ๆ flip album,flash flip หรือ โปรแกรมสร้าง E-book ตัวอื่น ๆ ขอไม่กล่าวถึงนะคะ รวมไปถึง ไฟล์ง่าย ๆ อย่าง pdf ก็ถือเป็น E-book ค่ะ ดิฉันคลุกคลีอยู่กับ E-book ฝรั่งเยอะ เพราะต้องหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ ก็พบว่า E-book ที่พวกฝรั่งหัวทองใช้อ่านกันมันเป็น file pdf ง่าย ๆ นี่เองค่ะ

CAI คงไม่ต้องนิยามกันมากมาย แต่มันต่างกันยังไงกับ E-book แล้วทำไม คนจึงสนใจทำ E-book กันมากกว่า CAI

จริง ๆ แล้ว CAI ต่างกับ E-book นิดเดียวแต่สำคัญมาก ๆ นั่นก็คือ กระบวนการในการวัดผล จากสื่อนั่นเองค่ะ E-book ส่วนใหญ่ หรือแทบจะทั้งหมดนั่นหล่ะค่ะ จะไม่มีการวัดผลสัมฤทธิ์ หรือประสิทธิภาพของสื่อ กล่าวคือ คุณต้องวัดเอาเอง จากการทำแบบทดสอบข้างนอก เป็นกระดาษอะไรทำนองนี้ค่ะ ส่วน CAI ไม่ต้องกล่าวอะไรกันมาก CAI เป็นสื่อการเรียนการสอนที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด รองจากหนังสือ อ๊ะ อ๊ะ ท่านผู้อ่านคงคิดว่า ยัยนี่เพี้ยนไปแล้วใช่มั๊ยคะ ไม่ผิดหรอกค่ะ รองลงมาจากหนังสือ ถูกที่สุดแล้ว อันนี้เป็นความคิดส่วนตัวนะคะ เพราะต่างคนต่างความคิด ดิฉันไม่ได้เทียบจากประสิทธิภาพของการใช้สื่อ แต่ดิฉันชอบหนังสือเพราะความผูกพัน ดิฉันชอบอ่านหนังสือ ทุกเวลา ตื่นนอนก็อ่าน นสพ. สาย ๆ ก็อ่านหนังสือเรียน บ่าย ๆ ก็อ่าน นสพ. ตกเย็นอ่านนิตยสารต่าง ๆ ก่อนนอนก็อ่านธรรมะ สวดมนต์ เดินทางไปไหนไกล ๆ มีหนังสือซักเล่ม ก็ช่วยได้เยอะค่ะ ชอบคำพูดที่ว่า "หนังสือไม่ต้องใช้เทคโนโลยีในการเปิดอ่าน" แต่ถ้าพูดกันในเรื่องของประสิทธิภาพในการสอนแล้ว CAI คงมีภาษีดีกว่าเยอะค่ะ การออกแบบสื่อ มักจะมีคำอธิบายเพิ่มเติมเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจได้ง่ายที่สุด อันนี้เป็นหน้าที่ของผู้สร้าง CAI ทุกท่านค่ะ
สุดท้าย CAI ยังยิ่งใหญ่เสมอ เพราะว่า CAI ไม่ใช่ Authorware แต่ CAI คือ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2552

CAI มันคืออะไรกันแน่?


สวัสดีค่ะ คุณครู และนักเรียน นักศึกษา ตลอดจนท่านผู้มีอุปการะทุกท่านนะคะ กราบขอบพระคุณทุกท่านที่ไว้วางใจ ให้ทางทีมงาน e-learning-good.com ของเราได้มีโอกาสรับใช้ทุกท่านนะคะ สงกรานต์ ปีใหม่ไทยผ่านไป ช่วงนี้หลาย ๆ ท่านคงทยอยส่งผลงานอาจารย์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วใช่้ไหมล่ะคะ ก็ขอเอาใจช่วย ให้ทุกท่าน ผ่านกันให้หมดเลยนะคะ
สำหรับวันนี้ อยากจะมาแนะนำท่าน อาจารย์ หรือนักเรียนนักศึกษา ท่านใดอยากรู้จัก CAI ตามมาดูได้เลยค่ะ

CAI ย่อมาจาก Computer Assisted Instruction แปลเป็นไทยได้ง่าย ๆ ตรงตัวเลยก็คือ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนนั่นเอง ส่วนเรื่องประวัติความเป็นมา รู้สึกว่าจะเคยโพสต์เอาไว้แล้วนะคะ รบกวนลองหาโพสต์เก่า ๆ อ่านดูค่ะ CAI ณ ปีนี้ 2552 สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง สำหรับตัวดิฉันเองนะคะ ถ้าถามว่า cai ล้าสมัยไปหรือไม่ ตอบได้คำเดียวค่ะ ว่า "ไม่" ทุก ๆ วันนี้ เทคโนโลยีก้าวไกลซะจน ตามไม่หวาดไม่ไหว ระบบการสื่อสาร มันทำลายกำแพง ทุก ๆ อย่างที่เคยมีมาบนโลกใบนี้ เช่น กำแพงภาษา ทุกวันนี้ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น แปลให้เป็นภาษาไทยเพียงแค่คลิกเมาส์ ก็อปปี้ เอาไปวางที่ http://google.com/translate ตัวแปลภาษาชั้นดีที่แปลได้แทบทุกภาษาแล้ว กำแพงแห่งความรัก เชื้อชาติ ความเชื่อ ตลอดจนอิทธิพลต่าง ๆ การแต่งกาย เสื้อผ้าหน้าผม แล้วก็เรื่องสำคัญ "การศึกษา" สมัยนี้ความรู้ ไม่ได้อยู่ในห้องเรียน ห้องสมุด สนามกีฬา หรือท้องฟ้าจำลองอีกต่อไป ความรู้มีอยู่ทุกที่ แม้กระทั่งในอากาศที่เราหายใจเข้าไป ไม่ทราบว่าท่านได้กลิ่นความรุ้หรือไม่... ^__^
เอาล่ะค่ะ ที่เกริ่นมาเนี่ยก็เพื่อจะทำให้เราทราบถึงวิวัฒนาการของการสื่อสาร การศึกษาไร้พรมแดน แล้วไอ้ CAI ใส่แผ่น CD-ROM ธรรมดา มันจะไปสู้ E-learning ได้อย่างไร? คำถามพลิกโลก แต่ตอบง่ายมาก ๆ ถามว่าถ้าเอาลิงสู้กับ ช้าง ใครจะชนะ คำตอบนะเหรอคะ "ไม่แน่เสมอไปที่ช้างจะชนะ" ต้องถามว่า สู้กันที่อะไร พละกำลังเหรอ สู้ช้างไม่ได้หรอก แต่ถ้าเป็นความเร็วล่ะ หรือ ความแคล่วคล่องว่องไว ลิง ก็เอาไหวเหมือนกันนะคะ
สรุป ... ชักงง ๆ ใช่มั๊ยคะ อยู่ดี ๆ ก็สรุปซะเฉยเลย CAI มีข้อได้เปรียบ อยู่หลาย ๆ แบบ ที่สื่อ อื่น ๆ สู้ได้ยาก เหมือนกรณี ลิงกับช้าง

1.CAI ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีมากมาย อินเตอร์เน็ตไม่ต้องใช้
2.CAI ใช้งานง่าย ใส่แผ่นปุ๊บเล่นปั๊บ
3.CAI มีหลากหลาย เบื่อวิชานี้ เปลี่ยนเป็นวิชานั้น
4.CAI ใช้ต้นทุนการผลิตต่ำ ต่างจาก WBI หรือ E-learning ที่อาจต้องใช้เงินแสน
5..........
ขอเว้นไว้ เผื่อใครอยากเติมค่ะ
CAI เป็นสื่อเสริมที่ดี สำหรับน้อง ๆ ที่ยากจน โรงเรียนห่างไกล หรือคอมพิวเตอร์ไม่เพียงพอ แต่อย่างว่าล่ะค่ะ พอเขียนมาถึงตรงนี้ นึกขึ้นได้ ใช่ว่า พวกเด็กที่มีโอกาสหลาย ๆ คน อยู่กับเทคโนโลยีทุกวัน กลับใช้โอกาสเหล่านั้นไปทางที่ผิดซะนี่ เสียดายจริง ๆ

วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551

อยากจะเปิด tutorial Authorware

Authorware Tutorial เป็นโครงการที่น่าจะมีขึ้นใน Blog แห่งนี้ค่ะ ยอมรับว่าไม่ค่อยมีเวลาเท่าไหร่ แต่ก็จะพยายาม เข้ามาอัพไว้เรื่อย ๆ นะคะ เพราะช่วงนี้ กำลังเริ่มทำ E-learning อยู่น่ะค่ะใช้ Flash เป็นหลักเลย ส่วน Authorware ก็เอาไว้ทำพวก CAI ค่ะ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ได้อะไรหลาย ๆ อย่าง แล้วก็กลัวลืมด้วย ก็เลยคิดว่าจดเอาไว้ที่นี่ดีกว่า เผื่อมีใครสนใจเอาเทคนิคไปใช้จะได้เป็นการแชร์กัน อ้อ! เกือบลืม ต้องขอแสดงความยินดีกับลูกค้าทุกท่านด้วยนะคะ มีบางท่านโทรมาบอกว่า ผ่าน อ.3 แล้ว แหมน่าอิจฉาจังเลยนะคะ ก็ขอให้ทำหน้าที่ให้เต็มที่เลยนะคะ ผ่านแบบนี้มีกำลังใจทำงานขึ้นอีกเยอะเลยใช่มั๊ยล่ะคะ
ส่วนโครงการ Authorware Tutorial นั้นก็กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่ช้าแล้วล่ะคะ อาจจะไม่ได้วางแผนมาก่อนก็คงจะเป็นแบบว่า ถามมาตอบไป หรือ คิดอะไรได้ก็ทำ ประมาณนี้อ่ะคะ ใครมีปัญหาเร่งด่วนโทรสอบถามได้นะคะ เบอร์อยูด้านบนเลยค่ะ หวังว่าBlog แห่งนี้คงเป็นเพื่อนของท่าน ให้ความรู้ไม่น้อยก็มากนะคะ

วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ประวัติคอมพิวเตอร์ช่วยสอน CAI

http://learners.in.th/blog/wannee2007/79185
อ้างอิงค่ะ
ประวัติคอมพิวเตอร์ช่วยสอน CAI

แนวคิดในการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ทางการศึกษาเริ่มขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ช่วงปลาย ค.ศ. 1950 ถึงต้นปี ค.ศ. 1960 นำ มาใช้ในด้านการเรียนการสอน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนที่เรียนไม่ทันคนอื่นในชั้นเรียนได้เรียน ซ่อมเสริมนอกเวลาเรียน แต่บทเรียนแบบโปรแกรมยังใช้หนังสือเป็นตัวนำเสนอ ซึ่งทำให้เกิดความน่าเบื่อหน่ายช่วงต้นปี ค.ศ.1960 มหาวิทยา ลัยสแตมฟอร์ดและมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ได้นำเอกคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเข้ามามีบทบาทในการเรียนการสอน โดยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดได้พัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ช่วยในการฝึกฝนทักษะด้าน คณิตศาสตร์และการใช้ภาษาของเด็กในระดับประถมศึกษา ส่วนมหาวิทยาลัยอิลลินนอยส์ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนไม่จำกัดเฉพาะวิชา คณิตศาสตร์และภาษาไทยเท่านั้น แต่ใช้ครอบคลุมไปเกือบทุกวิชาและใช้ได้กับผู้เรียนในวัยเด็กและนิสิตนัก ศึกษาในระดับอุดมศึกษาด้วย แต่ก็มีข้อจำกัดที่ว่าฮาร์ดแวร์และซอฟ์ตแวร์ ที่ใช้มีลักษณะตายตัว คือ จะต้องเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบมาสำหรับระบบนี้โดยเฉพาะและต้องเขียน โปรแกรมด้วยภาษาติวเตอร์(TUTOR) เท่านั้น
ค.ศ. 1971 มหาวิทยาลัยบริกคัมยังและเท็กซัส ได้คิดพัฒนานำโปรแกรม CAI มาใช้กับมินิคอมพิวเตอร์ โดยผสมคอมพิวเตอร์และโทรทัศน์เข้าด้วยกัน ผลิตออกมาเป็นรายวิชาทางคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ
โปรแแกรมนี้ชื่อว่า ทิกซิต (TiCCIT : Time Share Instructive Computer Controller Information Television) นับเป็นโปรแกรมที่ประสบความสำเร็จพอสมควร
แนวคิดในการหาเครื่องมือในโรงเรียนเริ่มจากนักจิตวิทยาชื่อ บี เอฟ สกินเนอร์ (B.F,Skinner) ซึ่ง พบว่า บุตรสาวของตนเรียนบางวิชาไม่รู้เรื่องเพราะครูสอนไม่เป็น สกินเนอร์จึงค้นหาวิธีการสอนใหม่โดยใช้วิธีการแบบใหม่เข้าช่วยเครื่องมือของ เขาเรียกว่า "เครื่องช่วยสอน" (Teaching Machine) บทเรียนที่ทำขึ้นเรียกว่า "Program Lesson" การ ใช้เครื่องช่วยสอนและการสอบแบบโปรแกรมนี้เองเป็นจุดสนใจที่นักคอมพิวเตอร์ ทั้งหลายนำไปคิดปรับปรุงใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่นานต่อมาการสอนแบบนี้ คือการพยายามที่จะสอนฦโดยไม่ให้ผู้สอนมีบทบาทโดยตรง บทเรียนและวิธีสอนมีลักษณะดังนี้

1.เริ่มต้นจากสิ่งที่รู้ไปยังสิ่งที่ไม่รู้ (From the Know to the unknow) จัดการสอนในเนื้อหาเรียงกันไปตามลำดับ(Linear exquence) เริ่มจากเรื่องที่ผู้เรียนรู้ ๆ อยู่แล้วไปจนถึงเรื่องใหม่ที่ยังไม่เคยรู้ โดยทำเป็นกรอบ (Frame) หลาย ๆ กรอบ ผู้เรียนค่อย ๆ เรียไปทีละกรอบตามลำดับของง่ายไปสู่ความยาก

2.เนื่อ หาที่ค่อยเพิ่มขึ้นนั้นจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อย ๆ ค่อนข้างง่าย ๆ และมีสาระใหม่ไม่มากนัก ความเปลี่ยนแปลงใหม่ในแต่ละกรอบจะต้องสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง

3.แต่ละกรอบจะต้องมีการแนะนำนำความรู้ใหม่เพียงอย่างเดียว การแนะนำความรู้หรืออยู่ไม่ใหม่ ๆ ทีละมาก ๆ จะทำให้ผู้เรียนสับสนได้ง่าย

4.ใน ระหว่างการเรียนแต่ละคนมีส่วนร่วมใสการทำอะไรตามไปด้วย เช่น ตอบคำถาม ทำแบบฝึกหัด ฯลฯ ไม่ใช่ติดตามอย่างเดียวเพราะจะทำให้เกิดความเบื่อหน่าย

5.การ เลือกคำตอบที่ผิดอาจทำให้กลับไปทบทวนกรอบของบทเรียนเก่าหรือ ไม่ก็เป็นกรอบใหม่ที่จะอธิบายถึงการเข้าใจผิด หรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นการเพิ่มเนื้อหาเข้าไปในตัวหรือถ้าเป็นคำตอบ ที่ถูกต้องผู้เรียนจะได้เรียนเรื่องใหม่เพิ่มเติม การได้รู้เฉลยและคำตอบหรือรู้ผลในทันทีทำให้ผู้เรียนเกิดความสนุกสนานไปด้วย คำตอบที่มักได้ถูกรับคำชมที่ทำให้ผู้เรียนมีกำลังใจส่วนคำตอบที่ผิดบางทีอาจ ตำหนิซึ่งก็ไม่มีใคร ได้ยิดทำให้ไม่รู้สึกอายหรือหมดกำลังใจ

6.การ เรียนวิธีนั้จะทำให้ผู้เรียนได้ตามความเร็วของตน จะใช้เวลาทบทวนบทเรียนหรือคิดตอบคำถามแต่ละข้อนานเท่ใดก็ได้ ผู้เรียนจะรู้สึกถูกกดดันด้วยการกำหนดเวลาที่ต้องรอเพื่อนหรือตามเพื่อนให้ ทัน

7.การเรียนในลักษณะนี้เป็นการเรียนด้วยตนเองที่เน้นความถนัดของแต่ละบุคคล(Individaulized) แต่ ละคนมีความถนัดต่างกันแม้ในวิชาเดียวกัน การเรียนบทเรียนแต่ละบทก็ใช้เวลาไม่เท่ากัน บางคนเรียนคณิตศาสตร์เรื่องการบวกใช้เวลาน้อยแต่เรื่องการคูณต้องใช้เวลามาก

8.ใน การสอนบทเรียนในลักษณะนี้ การทำท้ายสรุปบทเรียนแต่ละบทจะช่วยให้ผู้เรียนได้วัดผลได้ด้วยตนเอง การสรุปนั้นหมายถึงการสรุปด้วยเนื้อหา และการสรุปติดตามผลของการเรียนด้วยว่าผู้เรียนใช้เวลามากหรือน้อย หรือใช้งานอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่ในการเรียนในห้องเรียนยิ่งครูทดสอบบ่อย เท่าไรการเรียนก็ยิ่งผลเท่านั้น แต่การทดสอบธรรมดามีปัญหาในเรื่องการตรวจช้า

9.การ ทำกรอบบทเรียนแต่ละบทนั้นถ้าเราทำได้ดี เราจะสามารถวิเคราะห์คำตอบไปได้ด้วยประสบการณ์ของนักเรียนแต่ละคน ทำให้คำตอบแตกต่างกันเราสามารถที่จะวิเคราะห์ได้จากคำตอบของนักเรียนได้ว่า การที่เลือกคำตอบนั้น ๆ ถ้าเป็นคำตอบแตกต่างกันเราสามารถที่จะวิเคราะห์ได้จากคำตอบของนักเรียนได้ ว่า การที่เลือกคำตอบนั้น ๆ ถ้าเป็นคำตอบที่ผิดเป็นเพราะอะไร อาจเป็นเพราะสับสนกับเรื่องอื่นตีความคำถามผิดไปหรือไม่เข้าใจเลย การทำแบบทดสอบที่ดีผู้เรียนสามารถเรียบเรียงเนื้อหาเป็นขั้นตอนจริง ๆ ผู้เรียนควรจะทำได้ทั้งหมด แต่การทำถูกไปหมดบางครั้งก็ทำให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่ายได้
10.การ กำหนดวัตถุประสงค์ไว้ปลายทางว่าต้องการให้ผู้ใช้รู้อะไรบ้าง จะช่วยในการแบ่งเนื้อหาซึ่งจะต้องเรียนไปตามลำดับ ทำให้ดีขึ้น ไม่หันออกไปเรื่องอื่น โดยไม่จำเป็น
ต่อมาได้มีการพัฒนาปรับปรุงและออกแบบ CAI ให้ มีประสิทธิภาพและมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยนำสื่อหลาย ๆ รูปแบบหรือที่เรียกว่า "มัลติมีเดีย" เข้ามาช่วยให้เกิดความน่าสนใจ เช่น รูปภาพ แสง สี เสียง จนในขณะนี้สามารถกล่าวได้ว่า มัลติมีเดียได้กลายเป็นองค์ประกอบหลักของคอมพิวเตอร์ไปแล้ว

เมื่อพิจารณาถึงความเป็นมาของการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนน่าจะมีความสัมพันธ์กับลการเรียนการสอนแบบโปรแกรม (Programmed Instruction) ซึ่งในระยะเวลากว่า 20 ปี ที่ผ่านมา การเรียนการสอนแบบโปรแกรมวิธีนี้มีหลักการพื้นฐานของการใช้ทฤษฎีและหลัก จิตวิทยาการเรียนรู้ที่คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individaul Differences) มีการใช้แรงเสริม (Reinforcement) และการให้ข้อมูลป้อนกลับแก่ผู้เรียน (Feedback) การเรียนการสอนลักษณะนี้นอกจากจะใช้สื่อการเรียนการสอนในรูปเอกสารแล้ว ได้มีผู้พยายามสร้างเครื่องสอน (Teaching Machine) เพื่อ นำเสนอบทเรียนโปรแกรมอีกด้วย และเมื่อคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทในการศึกษา บทเรียนแบบโปรแกรมจึงมีการพัฒนามาอยู่บนคอมพิวเตอร์ และทำให้เกิดการเรียนการสอนที่เรียกว่า "คอมพิวเตอร์ช่วยสอน"
สำหรับประเทศไทยแนวความคิดในการนำเอาคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเข้าไปใช้ในโรงเรียน ได้เริ่มมาตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2525 - 2530 แต่ การพัฒนาการของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในไทยเป็นไปอย่างไม่ต่อเนื่องเพราะมีปัญหา ทางด้านบุคลากร งบประมาณ และการออกแบบเพื่อสร้างคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แต่ปัจจุบันก็มีหลายโรงเรียนที่นำ CAI เข้ามามีบทบาทในการเรียนการสอนมากยิ่งขึ้น

ความหมาย ของ CAI คอมพิวเตอร์ช่วยสอน หรือ CAI : Computer Assisted Instruction หมาย ถึง สื่อการเรียนการสอนทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์เพื่อทำการถ่ายทอดเนื้อหาบทเรียน หรือ ความรู้ในลักษณะที่ใกล้เคียงกับผู้เรียนในห้องเรียนมากที่สุด โดยนำเสนอสื่อประสม (Multimedia) ได้แก่ ข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว กราฟิก แผนภูมิ วีดีทัศน์และเสียง โดยจะนำเสนอเนื้อหาทีละจอภาพ ซึ่งเนื้อหาในคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะได้รับการถ่ายทอดในลักษณะที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับธรรมชาติและโครงสร้างของเนื้อหา